App Jp Ling 7th Discovery : ใครไม่เทค... อินเทค
7th Discovery
อะไรยังไง
มาถึงหัวข้อ 7 แล้วอะ
ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมาถึงขนาดนี้
อีกนิดนึงก็จะจบเทอมแล้วจ้าแม่ ใจหาย😭
ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะจบเทอมด้วยการเรียนอยู่บ้านตลอดครึ่งเทอมหลัง
แถมไม่ได้เจอหน้าเพื่อนๆและอาจารย์เลย มันเหงาเหมือนกันนะ😟
แต่พอก่อนเลิกดราม่า ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป
เรื่องที่จะมาพูดันนี้ค่อนข้าง simple อ่านปุ้บเข้าใจปั้บในปิ้งเดียว
หัวข้อในวันนี้ก็คือ...!
❀❀ใครไม่เทค... อินเทค❀❀
อย่าเพิ่งทำหน้างง กำลังจะอธิบายจ้าแม่ง่ายนิดเดียว
- ก่อนอื่นต้องปูพื้นก่อนว่า การเรียนภาษาเนี่ยมันมีอยู่ 2 ทฤษฎีหลักๆด้วยกันคือ
- 1.input และ 2.output
- ซึ่งในแต่ละทฤษฎีก็จะมีกระบวนการต่างๆกันไป ซึ่งอันตัวเรานั้นไม่ได้เขียนบล็อกอธิบายไว้ต้องขออภัย
- แต่เหนื่อสิ่งอื่นใด มีสหายหลายคนได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับทั้ง input และ output hypothesis หากใครอยากอ่านเรื่องตรงนั้น เดี๋ยวจะทิ้งลิ้งบทความของเพื่อนๆไว้ให้นะคะ (ใครอยากขายก็แปะลิ้งไว้ได้นะ555)
แต่แท้จริงแล้วการเรียนภาษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดเนี่ย ไม่ใช่แค่รับเข้าแล้วปล่อยออกอย่างเดียว
มันต้องมี Intake ด้วย
- Intake คืออะไร อธิบายง่ายๆคือสิ่งต่อยอดของ input เป็นความรู้ที่เรารับเข้ามาแล้วติดหัวไปตลอดจริงๆ สามารถหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้
- โดยปกติแล้ว คนเรามักจะมี Intake น้อยกว่าสิ่งที่ Input เข้าไปเสมอ
- อันนี้ทุกคนน่าจะรู้ดี เพราะคนเราไม่สามารถเก็ททุกอย่างที่รับเข้ามาได้ จะต้องมีเรื่องที่เข้าใจบางส่วนและงงบางส่วนเป็นเรื่องปกติ
- อย่างเช่นดังภาพนี้
แล้วทำยังไงถึงจะเกิด Intake?
ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย แค่ต้องอาศัยกระบวนการที่ถูกวิธีและความพยายามอีกนิด
การจะทำให้เกิด Intake ได้นั้น หัวใจหลักเลยคือการ Noticing
Notice ถ้าจะแปลเป็นไทยอาจจะแปลได้ว่า การสังเกต
หมายถึงการสังเกตุเห็นข้อผิดพลาดของตนเอง เพื่อที่จะได้แก้ไข
จนข้อผิดพลาดนั้นไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต จนกลายเป็น Intake
- ภาพนี้คือกระบวนการคร่าวๆในการเรียนรู้ภาษาหนึ่งๆ
- เริ่มจากรับเข้า → สังเกต(เห็นคามบ้งของตัวเอง) → ทำความเข้าใจ → อินเทค(บรรลุแล้ว) → นำออกมาใช้ได้อย่างถูกต้อง
- ตามนี้ก็จะเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการเรียนภาษา
แต่
ถ้ามันง่ายแบบนั้นป่านนี้เราก็ไม่ต้องมานั่งเรียนภาษากันอยู่งกๆนี้หรอกเนอะ😭
อย่างที่เรารู้ๆกันว่าความสามารถทางภาษาของคนเรานั้นไม่เท่ากัน
ความสามารถในการ Noticing ก็เช่นกัน
- คุณ Richard Schmidt ผู้ที่เสนอทฤษฎีในเรื่องของการ Noticing และ Intake ข้างต้นนั้น ได้กล่าวไว้ในงานวิจัยของเขาอีกว่า ความสามารถในการ Noticing ของผู้เรียนนั้นแตกต่างกันไปตามปัจจัยภายในและภายนอก
- ปัจจัยภายในอย่างเช่น ความกระตือรือร้น ความใฝ่เรียนใฝ่รู้ หรือพื้นฐานภาษาแต่เดิมของแต่ละคน(บุญเก่านั้นเอง)
- ปัจจัยภายนอกเช่น สภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตและการทำงาน มีโอกาสได้ใช้ภาษาที่สองมากน้อยแค่ไหน
- ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ อายุก็มีผลต่อการ Noticing ด้วย
- ผลการวิจัยของคุณ Schmidt ชี้อีกว่า การเรียนภาษาโดยทางอ้อมหรือคือการซึมซับจากสภาพแวดล้อมนั้น ได้ผลในคนอยู่น้อยมากกว่าคนอายุมาก
- หมายความว่ายิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร ความสามารถในการซึมซับความรู้ทางภาษาจากสิ่งแวดล้อมจะน้อยลงเท่านั้น
- การเรียนภาษาทางตรงจึงได้ผลในผู้ใหญ่มากกว่า เช่น การมีคนสอนมีคนคอยชี้ข้อผิลพลาดให้โดยตรง
- อาจกล่าวได้ว่าความสามารถในการ Noticing ก็จะลงตามอายุด้วยเช่นกัน หากผู้เรียนไม่มีความสนใจในการเรียนรู้หรือ monitor ตัวเองมากพอ พัฒนาการภาษาที่สองก็จะช้าลง
- แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป เพียงแต่ผู้เรียนจะต้องอาศัยการใส่ใจกับการสังเกตตนเองให้มากขึ้นเพื่อให้การเรียนภาษามีประสิทธิภาพสูงสุด
บางทีมันอาจจะสอดคล้องกับการที่ยิ่งเรียนภาษานานๆเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่พัฒนา
เพราะอายุที่มาขึ้นและความสามารถในการ Noticing ลดลงรึเปล่าคะ😭
แต่อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะทุกคน เราต้องเพิ่มความกระตือรือร้นของตนเอง
เพื่อมาทดแทนอายุที่มากขึ้นนะคะ😂
ขอบคุณสำหรับความสนใจที่อ่านมาจนจบบล็อกนะคะ
หากคุณกำลังต้อแต้กับการเรียนภาษาขออย่าเพิ่งถอดใจ
เรามาต้อแต้แล้วก้าวไปด้วยกันนะคะ😭
เจอกันจ้า
---------------------------------------------------------------------
อ้างอิง :ATTENTION, AWARENESS, AND INDIVIDUAL DIFFERENCES IN LANGUAGE LEARNING (http://nflrc.hawaii.edu/PDFs/SCHMIDT%20Attention,%20awareness,%20and%20individual%20differences.pdf)
งานวิจัยต่างๆของคุณ Richard Schmidt


ไปอ่านงานเพิ่มเติมมา ดีมาก ปัจจัยเรื่องอายุก็น่าสนใจนะคะ (แต่พวกเรายังหนุ่มสาวอยู่ ยังสามารถค่ะ!) การนำเรื่องที่เรียนมาเขียนใน blog ก็เป็นการช่วยให้เกิด 気づき และช่วยให้กลายเป็น intake ได้เหมือนกันด้วย
ReplyDelete