App Jp Ling 6th Discovery : เหตุที่ทำไมยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้เรื่อง(2)
เจอกันอีกแร้ว หายไปแปบนึงคิดถึงกันไหม😂
มาค่ะมา มาต่อจากที่ค้างไว้เนอะ
เดี๋ยว ถ้าใครยังไม่รู้ว่าค้างอะไรแสดงว่ายังไม่ได้อ่านบล็อคที่แล้ว กลับไปอ่านเดี๋ยวนี้! >>ไป๊<<
ล้อเล่นน่าแง อ่านอันนี้ก่อนก็ได้แต่ถ้ากลับไปอ่านกันเก่าๆด้วยก็จะดีใจมากเลย🥺
ในบล็อคนี้เราจะมาต่อจากบล็อคที่แล้วว่า
เราเจออะไรจากการทำ Comprehensible output!
ในคาบเรียนได้มีการให้พวกเราๆลองเล่าเรื่องจากภาพเป็นภาษาญี่ปุ่น
ภาพที่เราได้เป็นการ์ตูน 4 ช่อง ชื่อเรื่องว่า himitsu หรือที่แปลว่าความลับในภาษาญี่ปุ่น
เกี่ยวกับผู้หญิงทำศัยกรรมคนนึงเธอมีแฟนหล่อมาก
แต่วันนึงแฟนเธอดันไปเจอรูปก่อนศัลฯเธอตกใจมากกลัวแฟนรับไม่ได้
แต่แฟนเธอก็รับได้แล้วบอกว่าไม่เห็นเป็นไรเลยเรื่องแค่นี้
แต่หักมุมก็คือแฟนเธอนั้นแท้จริงหัวล้านค่ะ ใส่วิกมาตลอด5555
เกี่ยวกับผู้หญิงทำศัยกรรมคนนึงเธอมีแฟนหล่อมาก
แต่วันนึงแฟนเธอดันไปเจอรูปก่อนศัลฯเธอตกใจมากกลัวแฟนรับไม่ได้
แต่แฟนเธอก็รับได้แล้วบอกว่าไม่เห็นเป็นไรเลยเรื่องแค่นี้
แต่หักมุมก็คือแฟนเธอนั้นแท้จริงหัวล้านค่ะ ใส่วิกมาตลอด5555
เราก็เล่าไปค่ะ ไปเรื่อยๆเฉยๆ แล้วเอาไปเทียบกับการเล่าเรื่องเดียวกันนี้ของคนญี่ปุ่น
คิดว่าไงคะ คิดว่าเจออะไร
ปัญหาใหญ่คือคิดคำไม่ออกค่ะ5555555555555555
เลยจะใช้เป็นคำที่เลี่ยงๆแทน ประเด็นใหญ่ๆ เช่น
- คำว่าหัวล้าน → 全然髪がない (นึกคำตรงตัวไม่ออก)
- คำว่าศัลยกรรม → プラスチックサージェリー (ไม่ทราบคำศัพท์)
- ไม่ได้ใส่ไคลแม็กเลย เล่าตามเล่าไปตรงๆโต้งๆแล้วก็จบ
- ใช้คำตามในภาพ ถ้าภาพมีคำบรรยายมาให้ ไม่ค่อยได้ใส่เนื้อหาเพิ่มเติมเล่าตามสิ่งที่เห็น
จากนั้นเราก็ลองทำอีกเรื่องอีกรอบโดยอันนี้ช่วยกันทำกับเพื่อนๆค่ะ
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ มีหลายจุดเลยที่เราและเพื่อนๆทำออกมาคล้ายกัน เช่น
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ มีหลายจุดเลยที่เราและเพื่อนๆทำออกมาคล้ายกัน เช่น
- ไม่ใส่จุดไคลแม็กซ์เหมือนเดิม เล่าไปทื่อๆตรงๆ
- ไม่ใส่คำแสดงอารมณ์ความรู้สึก มองภาพแล้วเล่าเหมือนเดิม
- ไม่มีการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ(オノマトペ)เพื่อให้เห็นภาพเลย
มันทำให้เห็นจุดต่างอันใหญ่หลวงระหว่างการเล่าเรื่องของเรากับคนญี่ปุ่นค่ะ
- อย่างแรกเลยคนญี่ปุ่นชอบใส่อินเนอร์
- มีการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน
- มักเพิ่มเนื้อหาเข้าไปเองโดยที่ภาพไม่ได้บอก เช่น ใส่ความคิดความรู้สึกตัวละครเข้าไปเอง
- มักเล่าเรื่องให้มีบางอย่างเชื่อมโยงกับตัวเอง เช่น ตัวละครในเรื่องเป็นเพื่อนของตน
- มีการ self-insert เช่น เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครแล้วเล่าผ่านมุมมองตัวเองซะเลย
จุดที่คิดว่าน่าสนใจมากๆในที่นี้คือ การ self-insert ของคนญี่ปุ่นค่ะ
จำที่เราเคยคุยกันเรื่องภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแบบ 主観的 หรือ subjective ได้ไหมคะ
ถ้าจำไม่ได้ทบทวนได้ที่บล็อคนี้นะคะ >>ขายของ<<
ความเป็น 主観的 ของภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาที่มีมุมมองการมองจากตัวเองออกมาเนี่ย
มันทำให้สะกิดขึ้นมาค่ะว่า ธรรมชาติของภาษาญี่ปุ่นตรงนี้เนี่ย
มันส่งผลต่อความคิดการเล่าเรื่องของชาวญี่ปุ่นรึเปล่า
สงสัยแล้วเราก็ต้องค้นค่ะ พอค้นดูปรากฎว่า...
ใช่ค่ะ มันเป็นอย่างที่เราคาดการณ์ไว้
ความ 主観性 ของคนญี่ปุ่นเนี่ยมันแฝงอยู่ทุกอณูจริงๆ
เรื่องของความต่างในการใช้ภาษาระหว่างคนญี่ปุ่นและผู้เรียนชาวไทยนั้นยังมีอีกมาก
หากใครสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในงานวิจัยของคุณ Tanapat Raruaisong นะคะ
ตามลิ้งที่ใส่ไว้ด้านล่างเลยค่ะ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ และขอบคุณสำหรับความสนใจด้วยนะคะ
เจอกันใหม่บล็อคหน้าค่า
ใช่ค่ะ มันเป็นอย่างที่เราคาดการณ์ไว้
ความ 主観性 ของคนญี่ปุ่นเนี่ยมันแฝงอยู่ทุกอณูจริงๆ
งานวิจัยของคุณ Tanapat Raruaisong (ไม่ทราบวิธีเขียนภาษาไทยจริงๆขออภัยด้วยค่ะ ใครทราบช่วยชี้แจงทีนะคะ)
ได้ทำการวิเคราะเกี่ยวกับความต่างของวิธีการเล่าเรื่องหรือ ストーリーテリング
ระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่นเอาไว้อย่างละเอียดยิบเลยค่ะ
ในส่วนของความต่างของวิธีการเล่าเรื่องระหว่าง
ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวไทยกับคนญี่ปุ่นจะขอสรุปคร่าวๆดังนี้ค่ะ
- คนญี่ปุ่นจะใช้วิธีเล่าแบบ 「統一視座」หรือก็คือการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครตัวเดียว
- และมักเล่าให้ตัวละครเอกตัวนั้นเป็นผู้เล่าเสียเอง
- เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายว่าเหตุการณ์เกิดอะไรขึ้น และเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอกอย่างไร
- มีการใช้ไวยากรณ์ที่สื่อถึงมุมมองหรืออารมณ์ของผู้พูดชัดเจน(視点表現) เช่น 「あげる」「くれる」และรูป 受け身 ต่างๆตลอดทั้งเรื่อง
ในส่วนของการเล่าเรื่องของผู้เรียนชาวไทยนั้น
- ผู้เรียนชาวไทยใช้วิธีเล่าแบบ「統一視座」เหมือนกันถึง 70%
- แต่ คนที่ใช้การใช้ไวยากรณ์ที่สื่อถึงมุมมองของผู้พูด(視点表現) โดยตลอดทั้งเรื่องนั้น มีเพียง 45.50% เท่านั้น
- อีก 47.50% ที่เหลือมีการใช้บ้างบางส่วนของการเล่าเรื่องเท่านั้น
- อีกทั้งยังพบการเล่าเรื่องแบบ「複数視座」หรือการเล่าเรื่องผ่านมุมมองหลายตัวละคร และการเล่าเรื่องแบบ「視座不明示」หรือการเล่าเรื่องแบบไม่ทราบมุมมองตัวละคร เล่าไปเฉยๆไม่ทราบว่ามองผ่านมุมมองตัวละครไหน
- วิธีการเล่าเรื่องทั้งสองแบบข้างต้นไม่พบในการเล่าเรื่องของชาวญี่ปุ่นเลย
- แต่กลับพบในผู้เรียนชาวไทย โดยพบการเล่าเรื่องแบบ「複数視座」 22.50% และการเล่าเรื่องแบบ「視座不明示」7.50%
จะเห็นได้ว่าลักษณะเด่นการเล่าเรื่องของชาวญี่ปุ่นนั้นคือการที่มีมุมมองชัดเจน
เล่าผ่านตัวละครใดตัวละครหนึ่งแล้วยึดมุมมองนั้นตลอดเรื่อง
จึงสามารถใส่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดลงไปได้ ทำให้เล่าได้มีอรรถรส
ในส่วนของการเล่าเรื่องของผู้เรียนชาวไทยจะมีความต่าง
ในเรื่องของการใช้มุมมองหลายตัวละคร
หรือการเล่าแบบไม่ผ่านตัวละครเป็นการเล่าไปเฉยๆ
ในเรื่องของการใช้มุมมองหลายตัวละคร
หรือการเล่าแบบไม่ผ่านตัวละครเป็นการเล่าไปเฉยๆ
ทำให้ไม่สามารถเล่าไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้
ซึ่งความต่างตรงนี้ส่วนนึงมาจากธรรมชาติลักษณะของภาษา
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีมุมมองการมองจากตัวเองออกมา หรือ 主観性
จึงส่งผลต่อการเล่าเรื่องและการใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นด้วย
เรื่องของความต่างในการใช้ภาษาระหว่างคนญี่ปุ่นและผู้เรียนชาวไทยนั้นยังมีอีกมาก
หากใครสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในงานวิจัยของคุณ Tanapat Raruaisong นะคะ
ตามลิ้งที่ใส่ไว้ด้านล่างเลยค่ะ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ และขอบคุณสำหรับความสนใจด้วยนะคะ
เจอกันใหม่บล็อคหน้าค่า
แจกันจ้า
----------------------------------------------------------------
อ้างอิง : 日本語とタイ語の視座の置き方に関する対照研究 : 日本語母語話者とタイ人日本語学習者の視点表現の分析を通して (http://hdl.handle.net/2241/00128699)
เราเล่าทื่อ ๆ จริงด้วย เราคิดว่าจุดนี้อาจเพราะเรายังไม่เชี่ยวญี่ปุ่นหรือเปล่า แบบอยากใส่ให้ดูหักมุม แต่แค่จะเล่าให้จบเรื่องธรรมดายังยากเลยอ่ะ 555555 ตรงเปรียบเทียบแล้วยกเปอร์เซนต์มาเราชอบมากเลย คนญี่ปุ่นทั้งสองคนตามตัวอย่างที่อาจารย์ยกมาให้ ไม่อ้างว่าเป็นเพื่อนก็เป็นคนรู้จัก ใช้มุมมองของตัวเองหมดเลยจริงด้วย
ReplyDeleteน่าสนใจมากๆเลยค่ะ งานวิจัยที่ยกมาก็มีประโยชน์มากด้วย ชี้ให้เห็นเลยว่าทำไมการเล่าเรื่องของเราต่างกับคนญี่ปุ่น ทำต่อไปนะคะ ติดตามอยู่ค่า
ReplyDeleteงานวิจัยอลังมากค่ะ ที่เราเล่าไม่เหมือนกันก็เพราะตัวภาษามันต่างกันนี่เอง!!!
ReplyDeleteเล่าไม่เหมือนกันจริงๆด้วยค่ะTT ตอนดิสคัสกับเพื่อนๆในกลุ่มเห็นได้ชีดเลยว่าในพวกเรากันเองจะอธิบายด้วยวิธีใกล้ๆกัน แต่พอเทียบกับคนญี่ปุ่นแล้วเป็นอีกแบบไปเลยเนอะ
ReplyDeleteเก่งมาก มีการอ้างอิงงานวิจัยด้วย (ค้นเก่งมาก)เลย และนำมาเปรียบเทียบกับของเราและคนญี่ปุ่น
ReplyDeleteงานวิจัยน่าสนใจมากเลยค่ะ เพิ่งรู้ว่าลักษณะของภาษานี่มันสะท้อนออกมาอยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องได้
ReplyDeleteน่าสนใจมาก ๆ พอมีงานวิจัยอ้างอิงด้วยรู้สึกว่าเขียนได้มีน้ำหนักและเห็นภาพมากขึ้น
ReplyDelete