App Jp Ling 6th Discovery : เหตุที่ทำไมยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้เรื่อง(1)

6th Discovery

 กลับมาแอคทีฟเพราะเดทไลน์ที่ไหม้ไล่หลัง
บ้าไม่ใช่ กลับมาเขียนเพราะอยากแบ่งปันความรู้กับเพื่อนๆต่างหากเล่า✨

วันนี้มาในหัวข้อที่น่าจะรู้กันอยู่จากสิ่งที่จั่วหัวอยู่ด้านบน
นั้นก็คือ...!!!

❀❀ทำไมยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกไม่รู้เรื่อง❀❀

เป็นคำพูดสำหรับนักเรียนทุกคนว่า "เห้ย ทำไมยิ่งเรียนยิ่งโง่วะ!" (อ่านแบบใส่อารมณ์เพื่ออรรถรส)
บล็อคนี้เรามีทั้งคำตอบและคำอธิบาย

ปกติทุกคนอาจจะคิดว่ายิ่งเรียนไปก็ควรจะยิ่งเก่งขึ้น ความรู้ยิ่งเพิ่มพูน ยิ่งเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์
แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามเพราะยิ่งเรียนกลับยิ่งรู้สึกถดถอย 
มีเรื่องที่ไม่เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ แถมรู้สึกทำได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน

เหตุที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งหรืออะไร 
แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่มันต้องเป็นตามกระบวนการของมันอยู่แล้ว

ใช่แล้ว สิ่งที่กำลังจะบอกคือความสามารถคนเรามันไม่ได้พุ่งขึ้นเป็นเส้นตรงเสมอไป 
แต่แท้จริงแล้วมันเป็นรูปตัว U !!


สิ่งนี้เรียกว่าทฤษฎี U-shaped learning แสดงกระบวนการเรียนรู้สิ่งต่างๆของคนเราไม่ว่าจะเป็นภาษา ดนตรี หรือศาสตร์ต่างๆ
ในช่วงแรกคนเราจะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ดีเพราะเป็นความรู้พื้นฐาน 
แต่เมื่อผ่านไปซักพักเราจะเริ่มตบตีกับสิ่งต่างๆที่เรียนมาแล้วกลายเป็นดิ่งลงเหว
ก่อนที่หักหัวแหงนหน้าพุ่งขึ้นพัฒนาอย่างรวดเร็ว!
แบ่งเป็นระยะให้เข้าใจง่ายดังนี้
  • ระยะ 1 → เพิ่งเริ่มเรียน เก็บเกี่ยวท่องจำทุกสิ่งอย่าง รู้สึกพอ handle ได้จนถึงขั้นทำได้ดีมาก
  • ระยะ 2 → เนื้อหาเริ่มเยอะขึ้น ต้องมีการประกอบร่างสิ่งที่เรียนมา เกิดการตีกับตัวเอง สร้างความเข้าใจของตัวเองขึ้นมา
  • ระยะ 3 → evolution!! กลายเป็นร่าง3สุดแกร่ง เข้าใจสิ่งที่เรียนอย่างแจ่มแจ้งมีความเชี่ยวชาญ

แล้วมันเกี่ยวกันยังไง ง่ายๆเลยก็คือว่าการที่เรายิ่งเรียนแล้วยิ่งรู้สึกไม่รู้เรื่องเนี่ย 
มันเป็นเพราะว่าเรากำลังอยู่ในระยะที่ 2 ยังไงล่ะ
ซึ่งระยะที่ 2 ของแต่ละคนก็จะกินเวลาสั้นยาวแตกต่างกันไป แต่คงไม่ได้เร็วมากเพราะการเรียนรู้ต้องใช้เวลา
ดังนั้นอยากให้ทุกคนให้เวลากับตัวเองซักหน่อย อย่าเพิ่งยอมแพ้ตำหนิตัวเอง
ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้เราจะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยนะ อนาคตที่สดใสรอเราอยู่!

แน่นอนว่าการประมวลผลความรู้ต่างๆที่เรียนมาแล้วกว่าจะอีโวได้เนี่ยมันไม่ใช่เรื่องง่าย
ในนั้นเอง ก็มีกระบวนการหลายอย่างที่จะเกิดขึ้นซึ่งมีความซับซ้อนพอสมควร
หนึ่งในนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า Comprehensible output อยู่
  • Comprehensible output คือทฤษฎีการเรียนรู้ภาษาที่สองของคุณ Merrill Swain 
  • ว่าด้วยการให้ผู้เรียน "Output" สารออกมาเพื่อที่จะให้รับรู้ถึง Gap ทางภาษาของตนและแก้ไข
  • กระบวนการง่ายๆ คือ  สังเกตเจอ (noticing) → เปรียบเทียบ (cognitive comparison) → แก้ไข (restructuring)
ก็ดูเป็นกระบวนการปกติเนอะ ผิด เรียนรู้ และสู้ไป 
ตัวผู้เขียนเองก็มีโอกาสได้ทำสิ่งที่เรียกว่า Comprehensible output นี้เหมือนกันค่ะ
ด้วยการให้ดูภาพ แล้วลองเล่าเรื่องเป็นญี่ปุ่นในคาบเรียน
อย่าแก อย่าเพิ่งเบื่อมันอาจจะดูธรรมดาแต่มันว้าวมากเลยนะ

Just look what I've found!

แต่ไว้ไปต่อในบล็อคหน้านะ
แง้ไม่เอ้าาา อย่าเพิ่งตีหนูแงงง บล็อคนี้มันยาวแล้วอะ แล้วเนื้อหาที่จะเขียนต่อจากนี้มันก็ยาวด้วย
หนูอัพพร้อมกันอยู่แล้วเพราะฉะนั้นอย่ารำคาญกันเลยนะคะแง🥺
ว่าแล้วก็ตามไปเจอกันที่บล็อคต่อไปกันดีกว่าค่ะ

ไปกันเรยย

Comments

  1. ยังคงก้าวข้ามระยะที่ 2 ไม่ได้ซักทีอะแม่TT

    ReplyDelete
  2. น่าสนใจมากๆเลย เข้าใจความรู้สึกของการยิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่นเยอะๆขึ้นแล้วก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง ตบตีกับตัวเองเลย เพราะเรายังก้าวไม่พ้นระยะที่ 2 นี่เอง สู้ๆไปด้วยกันนะะะ ขอให้พวกเรา evolution ไปสู่ระยะที่ 3 ได้สักวัน เย้!

    ReplyDelete
  3. อยากอยู่ระยะที่ 3 แล้วค่ะ TT ตอนนี้รู้สึกว่ายิ่งเรียนยิ่งมีแต่จุดผิด แต่พอมาอ่านของคุณอิมว่ามันเป็นปกติของการเรียนภาษา อย่าเพิ่งย่อท้อหรือตำหนิตัวเอง ก็รู้สึกดีขึ้นมาค่ะ เขียนดีมากเลยค่า

    ReplyDelete
  4. พวกเรากำลังจะก้าวสู่ระยะที่ 3 แล้วค่ะ พอขึ้นแล้วไม่ตก!!!!(ไม่เหมือนหุ้นตอนนี้)

    ReplyDelete
  5. 55555555 ตอนนี้เลยค่ะที่รู้สึกว่าภูเขามันชันมาก กราฟดันไม่ขึ้นซะที

    ReplyDelete

Post a Comment

Popular posts from this blog

[สัพเพเหระ's time] Koi wa Tsuzuku yo Doko Made mo ซีรี่จากโชโจมังงะที่บทดีกว่าที่คิด

App Jp Ling 6th Discovery : เหตุที่ทำไมยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้เรื่อง(2)

App Jp Ling 3rd Discovery : ตีแผ่การใช้คำยกย่อง(2)